ขันธ์ห้า


อนัตตาคือหลักสำคัญที่ชวนมองชีวิตโดยไม่ยึดว่ามีตัวตนถาวรอยู่เบื้องหลัง
อนัตตาไม่ได้สอนว่าไม่มีตัวเราอยู่เลย แต่สอนว่าไม่มีตัวตนถาวรที่สั่งทุกอย่างได้ดังใจ คำว่า อนัตตา มักถูกแปลสั้นๆ ว่า “ไม่มีตัวตน” จนหลายครั้งเกิดความเข้าใจไปไกลว่า พุทธศาสนากำลังบอกว่าชีวิตไม่มีอยู่จริง คนไม่มีอยู่จริง หรือทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตา ความหมายในคำสอนดั้งเดิมละเอียดกว่านั้นมากสิ่งที่หลักอนัตตาชวนให้สังเกตคือ ร่างกาย ความรู้สึก ความจำ ความคิด และการรับรู้ของคน ล้วนเปลี่ยนไป.. ดูเพิ่ม

กำหนดรู้ทุกข์ให้ถูกหน้าที่ แล้วจะเห็นว่าหลายสิ่งไม่เคยเป็นของเราตั้งแต่แรก
ทุกข์ไม่ได้มีไว้ให้เกลียด แต่มันมีไว้ให้รู้ เวลามีเรื่องหนักเข้ามา ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นแทบอัตโนมัติคืออยากให้มันหายเร็วๆ อยากเลิกคิด อยากหนีความรู้สึก หรือพยายามบังคับใจให้สงบ แต่ถ้ามองตามหลักอริยสัจ หน้าที่ต่อ “ทุกข์” ไม่ใช่การรีบกำจัดมัน พระพุทธศาสนาวางหน้าที่ไว้ชัดว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ ส่วนสิ่งที่ควรละคือสมุทัยหรือตัณหาตรงนี้ต่างกันนิดเดียวในภาษา แต่ต่างกันมากตอนเอาไปใช้จริงปวดก็รู้.. ดูเพิ่ม

ทำไมใจถึงติดอยู่กับอดีตและวิ่งไปรออนาคต จนมองไม่เห็นสิ่งที่กำลังเกิด
อดีตผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง แต่ใจกลับเข้าไปอยู่ได้ทั้งวัน ลองสังเกตวันธรรมดาสักวัน แค่มีใครพูดบางประโยคไม่เข้าหู เรื่องที่เกิดเมื่อหลายปีก่อนอาจเด้งขึ้นมาทันที แล้วใจเริ่มต่อเรื่องว่า “ตอนนั้นก็เคยโดนแบบนี้” จากเหตุการณ์ไม่กี่วินาที กลายเป็นความไม่พอใจที่ลากอดีตทั้งก้อนกลับมาอยู่ตรงหน้าอีกด้านหนึ่งก็เกิดง่ายไม่แพ้กัน เงินยังไม่ออก งานยังไม่รู้ผล ความสัมพันธ์ยังไม่มีคำตอบ แต่ใจสร้า.. ดูเพิ่ม

คำว่า สัตตะ ในพุทธพจน์ ชี้ไปที่การยึดติดอย่างไรกันแน่
คำว่า “สัตว์” อาจต้องอ่านให้ลึกกว่าความหมายในชีวิตประจำวัน เวลาได้ยินคำว่า สัตว์ ในภาษาไทย ภาพที่โผล่มาในหัวมักเป็นคน สุนัข แมว นก หรือสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ แต่เมื่อย้อนดูคำบาลี สตฺต หรือ satta เรื่องนี้มีรายละเอียดทางภาษาและทางธรรมที่น่าสนใจมาก เพราะคำนี้ใช้หมายถึง “สัตว์ บุคคล สิ่งมีชีวิต” ได้ ขณะเดียวกันรากศัพท์และคำอธิบายในคัมภีร์ก็เชื่อมโยงกับความหมายเรื่อง การติดข้อง .. ดูเพิ่ม


